ปวอ. มาตรา ๒๒๙/๑*
            ภายใต้บังคับ มาตรา ๑๗๓/๑ ในการ ไต่สวนมูลฟ้อง หรือ การพิจารณา โจทก์ ต้องยื่น บัญชีระบุพยานหลักฐาน โดยแสดงถึง ประเภท และ ลักษณะ ของ วัตถุ สถานที่ พอสังเขป หรือ เอกสาร เท่าที่จะระบุได้ รวมทั้ง รายชื่อ ที่อยู่ ของ บุคคล หรือ ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่ง โจทก์ ประสงค์จะนำสืบ หรือ ขอให้ศาล ไปตรวจ หรือ แต่งตั้งต่อ ศาล ไม่น้อยกว่า สิบห้าวัน ก่อนวัน ไต่สวนมูลฟ้อง หรือ วันสืบพยาน พร้อมทั้ง สำเนา บัญชีระบุพยานหลักฐาน ดังกล่าว ในจำนวนที่เพียงพอ เพื่อให้ จำเลย รับไป ส่วนจำเลย ให้ยื่น บัญชีระบุพยานหลักฐาน พร้อมสำเนา ก่อน วันสืบพยาน จำเลย
            ในการไต่สวน กรณี ร้องขอคืนของกลาง ที่ ศาล สั่งริบ หรือ กรณีร้องขอให้ ศาล ริบทรัพย์ ให้ บุคคลที่เกี่ยวข้อง ยื่น บัญชีระบุพยานหลักฐาน ต่อ ศาล ไม่น้อยกว่า เจ็ดวัน ก่อน วันไต่สวน พร้อมทั้ง สำเนา บัญชีระบุพยานหลักฐาน ดังกล่าว ในจำนวนที่เพียงพอ เพื่อให้ บุคคล ที่เกี่ยวข้อง อื่น ถ้ามี รับไป
            เมื่อ ระยะเวลา ที่กำหนดให้ยื่น บัญชีระบุพยานหลักฐาน ตาม วรรคหนึ่ง หรือ วรรคสอง แล้วแต่กรณี ได้สิ้นสุดลง ถ้า คู่ความ หรือ บุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง ได้ยื่น บัญชีระบุพยานหลักฐาน ไว้แล้ว มีเหตุอันสมควร แสดงได้ว่า ตนไม่สามารถ ทราบได้ว่า ต้องนำ พยานหลักฐาน บางอย่าง มาสืบ หรือ ไม่ทราบว่า พยานหลักฐาน บางอย่าง ได้มีอยู่ หรือ มีเหตุสมควร อื่นใด หรือถ้า คู่ความ หรือ บุคคลที่เกี่ยวข้อง ฝ่ายใด ซึ่ง มิได้ยื่น บัญชีระบุพยานหลักฐาน เช่นว่านั้น แสดงให้เป็นที่พอใจ แก่ ศาล ได้ว่า มีเหตุอันสมควร ที่ไม่สามารถยื่น บัญชี ระบุพยานหลักฐาน ตาม กำหนดเวลา ดังกล่าวได้ คู่ความ หรือ บุคคล เช่นว่านั้น อาจร้องขออนุญาต อ้าง พยานหลักฐาน ดังกล่าว ต่อ ศาล พร้อมกับ บัญชีระบุพยานหลักฐาน และ สำ เนา บัญชีระบุพยานหลักฐาน นั้น ไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อน เสร็จสิ้น การสืบพยาน ของ ฝ่ายนั้น สำหรับกรณีที่ คู่ความ หรือ บุคคลเช่นว่านั้น ได้ยื่น บัญชีระบุพยานหลักฐาน ไว้แล้ว หรือ ก่อนเสร็จสิ้น การพิจารณา สำหรับ กรณีที่ คู่ความ หรือ บุคคลเช่นว่านั้น ไม่ได้ยื่น บัญชีระบุพยานหลักฐาน และถ้า ศาล เห็นว่า จำเป็นจะต้อง สืบพยานหลักฐาน ดังกล่าว เพื่อ ให้การวินิจฉัยชี้ขาด ข้อสำคัญแห่งประเด็น เป็นไป โดยเที่ยงธรรม ให้ ศาล มีอำนาจ อนุญาตให้สืบ และ รับฟัง พยานหลักฐาน เช่นว่านั้นได้
            ห้ามมิให้ ศาล อนุญาตให้สืบ และ รับฟัง พยานหลักฐานใด ซึ่ง คู่ความ หรือ บุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง อ้าง พยานหลักฐานนั้น มิได้แสดง ความจำนง จะอ้างอิง พยานหลักฐาน นั้น ตาม วรรคหนึ่ง วรรคสอง หรือ วรรคสาม หรือ ตาม มาตรา ๑๗๓/๑ วรรคสอง หรือ วรรคสาม แต่ถ้า ศาล เห็นว่า จำเป็นที่จะต้อง คุ้มครองพยาน หรือ จะต้อง สืบพยานหลักฐาน ดังกล่าว เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาด ข้อสำคัญแห่งประเด็น เป็นไป โดยเที่ยงธรรม หรือ เพื่อให้โอกาสแก่ จำเลย ในการต่อสู้คดี อย่างเต็มที่ ให้ ศาล มีอำนาจอนุญาต ให้สืบ และ รับฟัง พยานหลักฐาน เช่นว่านั้นได้


เพิ่มเติมโดย มาตรา ๑๓ แห่ง พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๘) พ.ศ. ๒๕๕๑