นวล'ปราง'นางหมอง
'การมุ้ง'เหนือ'การเมือง'
ในซอก'กลีบ'ทานตะวัน

maprang

                "มีคนอาละวาดในบ้านมิตรภาพ ทุบกระจกพังไป 4 บานแล้ว แบบนี้พี่จิ๋วตายแน่" เป็นเสียงแซวแบบทีเล่น จากผู้เฒ่าชื่อดัง แห่งบ้านเมืองทองธานี แจ้งกับลูกทีมวังน้ำเย็น
                ใครจะเป็นผู้ทุบกระจกบ้านมิตรภาพจนพัง เพื่ออาละวาดใคร เรื่องเหลวไหลเหล่านี้จะจริงเท็จประการใดไม่ทราบ ว่าแต่ว่ามวลสมาชิกวังน้ำเย็น ได้ฟังนิทานจากผู้เฒ่า พากันหัวเราะครืน
                เนื่องจากในขณะนั้น จุดไคลแมกซ์ของรัฐบาล "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" กำลังฉายสปอตไลต์มายังพรรคความหวังใหม่ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวเพื่อต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี กลุ่มต่างๆ กำลังงัดข้อกันอย่างหน้าดำคร่ำเครียด
ทานตะวันกระสุนด้าน
   
             พรรคความหวังใหม่ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แชมป์เลือกตั้งครั้งก่อน สามารถเอาชนะประชาธิปัตย์ได้ 2 ที่นั่ง โดยได้รับเลือกตั้งเข้าสภามาทั้งหมด 125 เสียง ขณะที่ประชาธิปัตย์มีเพียง 123 เสียง ส่งผลให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ผู้เดินทางไกลถึง 2 แสนไมล์ ตะกายถึงดวงดาว เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสำเร็จ
                พรรคความหวังใหม่ยึดเมืองมาได้ แต่กลับรักษาเมืองเอาไว้ไม่ได้ หลังบริหารราชการแผ่นดินมาเพียงปีเศษๆ บิ๊กจิ๋วก็ประกาศ ลาออกจากตำแหน่ง เปิดทางสะดวกให้กับ นายชวน หลีกภัย พรรคความหวังใหม่จึงเกิดสภาพแพแตก นายเสนาะ เทียนทอง ขนกลุ่มวังน้ำเย็นออกไปเกือบ 80 ชีวิต
                การเลือกตั้งในวันที่ 6 มกราคม 244 พรรคความหวังใหม่ นอกจากจะขาดบุคลากรสำคัญๆ ที่เป็นตัวเต็งของสนามเลือกตั้งแล้ว ยังทราบกันดีว่า ขาดกลุ่มทุนสนับสนุนทางการเงิน ไม่เหมือนกับการเลือกตั้งเมื่อปี 2539
                พล.อ.ชวลิตในฐานะหัวหน้าพรรคต้องดิ้นรนหากระสุนตัวเป็นเกลียว แต่เมื่อนักธุรกิจเกร็งกำไร โดยประเมินผลจากจำนวน ส.ส. ที่จะได้รับเลือกตั้งแล้ว เห็นว่ามีโอกาสน้อย
                จึงไม่มีกลุ่มธุรกิจค่ายไหนให้การสนับสนุนการเงินกับพรรคความหวังใหม่อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
                พล.อ.ชวลิตกระเสือกกระสนหาเงินมาเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเป็นผู้เดียว และเม็ดเงินที่เป็นกอบเป็นกำ งวดแรกเห็นจะเป็นเงินสนับสนุน พรรคการเมืองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. จัดสรรให้จำนวน 67 ล้านบาท
                แต่เมื่อเทียบกันระหว่างต่อเงินกับต่อหัวของผู้สมัครแล้ว 67 ล้านไม่เพียงพอ เป็นแค่น้ำจิ้มถ้วยหนึ่งเท่านั้น มีข่าวว่า บิ๊กจิ๋วสู้ยันฎีกา ถึงกับเอาที่ไปจำนองจำนำเพื่อแลกเป็นเงินสดออกมาใช้ชั่วคราวก่อน
กระสุนถูกจ่ายข้ามพรรค
   
             แกนนำของพรรคความหวังใหม่หลายคน ไม่ปล่อยวางให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ต้องวิ่งขาขวิดหาเงินมาใช้จ่ายในการเลือกตั้งเพียงผู้เดียว มีการช่วยเหลือกันคนละไม้ละมือ
                แกนนำคนหนึ่ง ไปเกลี้ยกล่อมจากบริษัทรับเหมาก่อสร้างชื่อดัง บริษัทหนึ่งได้เงินมาก้อนหนึ่ง แต่นำเข้าไปช่วยเหลือพรรคเพียงบางส่วน ก้อนหนึ่ง "เม้ม" เอาไว้เพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์รูปและชื่อของตัวเอง
                อีกก้อนหนึ่งได้รับการสมนาคุณจากพรรคการเมืองตรงข้าม โดยรูปแบบการช่วยเหลือผ่านมือมาทางแกนนำจากภาคใต้คนหนึ่ง
                แต่พรรคตรงข้ามที่ส่งกระสุน มาช่วยเหลือพรรคความหวังใหม่ ใช้สไตล์การช่วยเหลือในรูปแบบของนักธุรกิจ ด้วยการส่งตัวแทน เข้ามาดูแลค่าใช้จ่าย โดยให้มานั่งในระบบบัญชีรายชื่อแถวต้นๆ
                เป็นการส่งคนกลางมาควบคุมบัญชี จนพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นนกรู้ถึงนำมาขยายผลว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ มีการจ่ายเงินช่วยเหลือ ข้ามพรรคกัน
                พรรคที่ให้การช่วยเหลือ พรรคความหวังใหม่ขณะตกที่นั่งคับขัน เป็นที่รู้กันว่า เป็นพรรคไทยรักไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
                และบุคคลที่ถูกส่งมาดูแลกิจการ แทนพรรคไทยรักไทย เป็นที่รับรู้กันว่าชื่อ นายพิเชษฐ สถิรชวาล หรือเสี่ยหมา อดีตผู้อำนวยการ ขสมก. ที่เคยมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณมาก่อน
                และนายพิเชษฐผู้นี้เป็นผู้บุกเบิกหาเสียง ให้กับพรรคไทยรักไทยมาแต่ต้น ด้วยการขึ้นคัตเอาต์ยืนคู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณเต็มเมืองเพชร อันเป็นถิ่นเกิดของเสี่ยหมา
'ตี๋กร่าง'ใช้กระสุนแทรกซึม
   
             แม้พรรคความหวังใหม่จะได้รับการโอบอุ้ม จากทางด้านการเงินจากแกนนำหลายคน ด้วยการระดมหากระสุน แต่ดูเหมือนจะไม่เพียงพอ เนื่องจากการเลือกตั้งรอบนี้ ดังที่ทราบว่ามีการแข่งขันกันสูง ค่าใช้จ่ายต้องสูงเป็นเงาตามตัว
                ช่วงที่ความหวังใหม่ กำลังเกิดวิกฤตการเงินและบุคลากร บังเอิญว่า ขณะเดียวกันนั้น นายสุชาติ ตันเจริญ หรือเจ้าของฉายา "ตี๋กร่าง" อดีตผู้นำของกลุ่ม 16 ที่ถูกกระแสสังคมจับตากแห้ง ภายหลังถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องแบงก์บีบีซี จนระหกระเหินไปหาพรรคการเมืองไหนสังกัดไม่ได้ ต้องไปอาศัยบ้านหลังเล็กๆ อย่างพรรคไท สังกัด แต่การเลือกตั้งรอบใหม่ พรรคไทถูกล้างออกจาก สารบบพรรคการเมือง เนื่องจากมีสมาชิกไม่ถึง
                ตี๋กร่างกลายเป็นบักหำน้อยตุหรัดตุเหร่ ที่ยังหาพรรคใหม่เข้าสังกัดไม่ได้
                พรรคความหวังใหม่ซึ่งกำลังขาดบุคลากรอยู่ จึงไปช่วยชุบชีวิตตี๋กร่างได้มีที่พักพิง ด้วยการเชิญเข้ามาร่วมสังกัด
                ตี๋กร่างก็ยังเป็นตี๋กร่างคนเดิม การได้มีโอกาสเข้ามารวมสังกัดพรรคใหญ่ระดับความหวังใหม่ เริ่มมองเห็นช่องทาง ในการถีบตัวเองขึ้นมายืนผงาด ในระดับหัวแถวอีกครั้ง
                เมื่อมีการสืบทราบว่า พรรคความหวังใหม่กำลังเผชิญชะตากรรมถังแตก ตี๋กร่างสบช่อง ทุ่มเงินเข้าช่วยเหลือพรรค
                แต่รูปแบบการช่วยเหลือของ สุชาติ ตันเจริญ ที่มีต่อพรรคความหวังใหม่ กลับใช้คนละวิธีการกับแกนนำคนอื่นๆ
                คือไม่นำเงินไปลงขันให้กับหัวหน้าพรรค เพื่อกระจัดกระจายลงพื้นที่
                ตี๋กร่างใช้รูปแบบการ "ขายตรง" ด้วยการส่งเงินไปช่วยเหลือลูกพรรคของทานตะวันในภาคอีสาน แบบตัวต่อตัว
9 คนเซ็นรับเป็นบริวาร
                การขายตรงด้วยการช่วยเหลือเงินทอง ให้กับผู้สมัครในพื้นที่ โดยไม่ผ่านระบบพรรค สุชาติ ตันเจริญ เคยมีบทเรียนและ มีประสบการณ์มาโชกโชน ไม่ต้องการให้เงินสูญเปล่า
                วงเงินส่วนตัวที่สุชาติแผ่เมตตาไปยัง ส.ส. ในสังกัดว่ากันว่าตัวเลขสูง ลงไป กกต. ต้องหูผึ่ง
                สุชาติ ทำบัญชีเบิกจ่ายเอาไว้ทั้งหมด ว่าให้การสนับสนุนใครไปจำนวนเท่าไหร่ โครงการไหน
                พร้อมกันนี้เพื่อความรอบคอบ สุชาติ ตันเจริญ ได้ร่างสัญญาเป็นหนังสือขึ้นมาฉบับหนึ่ง มีใจความที่คัดลอกมาทั้งหมดว่า
                    "ข้าพเจ้าที่เซ็นชื่อในท้ายหนังสือ ได้รับการสนับสนุน ในการเลือกตั้งจนเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก ส.ส.สุชาติ ตันเจริญ พวกข้าพเจ้าพร้อมที่จะสนับสนุน ส.ส.สุชาติในเรื่องนโยบาย"
                    ลงชื่อ
                    1. นายสุชาติ ตันเจริญ
                    2. นายคมกริช หงส์วิไล
                    3. นายสุทธิชัย จันทร์อารักษ์
                    4. นายรณฤทธิชัย คานเขต
                    5. นายวิสันต์ เดชเสน
                    6. นายพิทยา บุญเฉลียว
                    7. นายกุเทพ ใสกระจ่าง
                    8. นายเฉลิมชัย อุฬารกุล
                    9. นายเกษม อุประ
                อีก 2 คนที่อยู่ในกลุ่มที่ สุชาติ ตันเจริญ อุปการะเลี้ยงดู แต่ไม่ได้ร่วมลงชื่อ
                ขณะเดียวกัน มีรายชื่อของ ส.ส. เหล่านี้อีกฉบับที่เซ็นรับรองให้กับ นายสุชาติ ตันเจริญ แต่ต่างคนต่างเซ็น เพื่อให้การสนับสนุนในนามกลุ่ม ผลักดันให้ นายพีรพันธุ์ พาลุสุข เป็นตัวแทนของกลุ่ม ส.ส.อีสานขึ้นเป็นรัฐมนตรี
กลุ่ม 7 คน'เฉลิม'ผสมโรง
   
             ความจริงบทบาทของแกนนำ พรรคความหวังใหม่ที่มีอิทธิพล รอง พล.อ.ชวลิตในภาคอีสาน ต้องยกเครดิตให้กับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองหัวหน้าพรรค ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่4
                ร.ต.อ.เฉลิมเดินเป็นเงาหาเสียงให้กับ พล.อ.ชวลิต ทั่วอีสาน จนดูดซับเอา ส.ส. จำนวนหนึ่งมาสังกัดได้อย่างเหนียวแน่น
                กลุ่ม ส.ส. ในสังกัดเคยต่อสู้เรียกร้องให้ ร.ต.อ.เฉลิมขึ้นมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ต่อสู้กับกลุ่มของนายสุชาติ ซีกของ ร.ต.อ.เฉลิมมี ส.ส. ในสังกัดราว 7 คนเป็นอย่างต่ำ แต่เมื่อหัวหน้ากลุ่มคือ ร.ต.อ.เฉลิมประกาศยกธง ไม่ยอมรับตำแหน่งรัฐมนตรี เพื่อรักษาความเป็นเอกภาพของพรรคความหวังใหม่ไว้ กลุ่ม 7 คนในสังกัดของ ร.ต.อ.เฉลิมคิดจะทวงตำแหน่งรัฐมนตรีให้กับ นายไพวงษ์ เตชะณรงค์ คนสนิทของ พล.อ.ชวลิต และเป็นเพื่อนรักของ ร.ต.อ.เฉลิม
                แต่เมื่อกรรมการบริหารพรรคความหวังใหม่ประชุมชี้ขาดเลือกรัฐมนตรีแบ่งสัดส่วนออกเป็นโควตา ให้ภาคอีสาน 1 ที่นั่ง เหลืออีก 1 ที่นั่งช่วงชิงกันระหว่างภาคกลาง ภาคใต้ เป็นการต่อสู้กันระหว่าง พิเชษฐ สถิรชวาล กับ วีระ มุสิกพงศ์ ผลปรากฏว่าวีระแพ้ขาด
                ขณะที่กลุ่มอีสานความเข้มแข็งของกลุ่ม 11 ที่ สุชาติ ตันเจริญ กุมบังเหียน เสนอชื่อ พีรพันธุ์ พาลุสุข 
ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 28 ยืนพื้น
กลุ่ม 7 แปรพักตร์บวก 11
                ขณะที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ กำลังจัดทำโผรัฐมนตรีของพรรคความหวังใหม่ช่วงสุดท้าย ผู้ที่ได้รับการวางตัวเป็นรัฐมนตรีประกอบด้วย พล.อ.ชวลิต นายมูหะมัดนอร์ มะทา นายพิเชษฐ สถิรชวาล เหลือโควตาคนที่ 4 จากฐาน 36 ที่นั่ง
                กลุ่ม 11 ผลักดันชื่อของนายพีรพันธุ์อย่างแข็งขัน แต่เกิดรายการบินเหนือเมฆขึ้น โดยบิ๊กจิ๋วแทนที่จะเอาตามข้อเรียกร้องของ ส.ส.
                กลับใส่ชื่อ นายสุขวิช รังสิตพล ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 3 ขึ้นไปเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตัดหน้ากลุ่มอีสาน จนกลุ่ม 11 ที่มีนายสุชาติเป็นหัวหอก ออกมาเคลื่อนไหวไม่ยอมรับกับทางเลือกของ พล.อ.ชวลิต
                ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่ม 7 คนที่อยู่ในอาณัติของ ร.ต.อ.เฉลิม ทั้งๆ ที่เดิมทีไม่ค่อยพอใจกับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม 11 มากมายนัก แต่พอมีชื่อ สุขวิช รังสิตพล ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรี กลุ่ม 7 คนของ ร.ต.อ.เฉลิม ซึ่งมีมูลพยาบาทอย่างรุนแรง กับกลุ่มมิตรภาพ กลับแปรพักตร์ หันมาจับมือกับกลุ่ม 11 ของสุชาติ เพื่อผลักดัน ส.ส.อีสานขึ้นมาเป็นรัฐมนตรี แทนที่จะให้นายสุขวิชชุบมือเปิบ
                เมื่อสองกลุ่มคือกลุ่มสุชาติ หันมาจับมือกับกลุ่มของ ร.ต.อ.เฉลิม จึงเกิดขั้วใหม่ในพรรคความหวังใหม่ คือกลุ่ม 19 เป็นการผนึกตัวกันขึ้นของ 2 กลุ่มจากอีสาน ที่มีหัวอยู่ภาคกลาง
บุญหล่นทับ'หมอกระแส'
   
             การต่อสู้กันระหว่างแนวคิดของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่ต้องการส่งสุขวิช ขึ้นนั่งรัฐมนตรี กับกลุ่ม 19 คนที่กลับส้มหล่นใส่กลายเป็น นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์
                นายแพทย์กระแส ตกเป็นชื่อสำรองรัฐมนตรีของกลุ่ม 11 ที่วางตัวไว้เป็นทางเลือกหนึ่ง หากนายพีรพันธุ์ไม่ได้รับเลือก ก็ให้ พล.อ.ชวลิตเรียกใช้บริการ จากนายแพทย์กระแส แต่เป็นทางเลือกที่สอง
                ซึ่งปรากฏว่า พล.อ.ชวลิตกลับเลือกใช้ทางเลือกที่ 2 คือตัดสินใจส่งนายแพทย์กระแสขึ้นเป็นรัฐมนตรีแทนนายพีรพันธุ์ สาเหตุหนึ่งมาจากว่า นายแพทย์กระแสอาจจะมีภาพลักษณ์ต่อกระแสสังคมดีกว่านายพีรพันธุ์
                แต่สาเหตุหนึ่งเป็นเรื่องวาบหวิวภายในพรรคความหวังใหม่
                เรื่องมีอยู่ว่า พรรคความหวังใหม่ เรียงลำดับไหล่ปาร์ตี้ลิสต์ดังนี้คือ
                    1.พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ 2.นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา 3.นายสุขวิช รังสิตพล 4.ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง 5.นายชิงชัย มงคลธรรม 6.นายนิมิตร นนทพันธาวาทย์ 7.นายพิเชษฐ สถิรชวาล 8.นายสุลัยมาลย์ วงศ์วานิช 9.น.พ.สมศักดิ์ วรคามิน 10.นายลิขิต ธีรเวคิน 11.นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ 12.พ.ท.หญิงมะปราง ฐิติยา รังสิตพล
                พรรคความหวังใหม่ ได้รับเลือกปาร์ตี้ลิสต์ถึงลำดับ 8 เมื่อ พล.อ.ชวลิต นายวันนอร์ นายพิเชษฐ ลาออกไปเป็นรัฐมนตรี มีการเลื่อนบุคคล จากบัญชีรายชื่อถัดไปขึ้นมาเป็นปาร์ตี้ลิสต์ทดแทน 3 คนที่ไปเป็นรัฐมนตรี เท่ากับว่าเลื่อนระดับมาติดขัดอยู่ที่ นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ การที่จะไปดึง ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 28 คือนายพีรพันธุ์มาเป็นรัฐมนตรี เท่ากับว่าหลานมะปราง ของลุงจิ๋ว ก็ต้องเสียรังวัด ไม่สามารถเดินเข้าไปนั่ง ในสภาหินอ่อนได้ ติดขัดอยู่เพียงหมายเลขเดียว
                นายแพทย์กระแส จึงกลายเป็นตัวเลือก หรือตาอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรี เพื่อสามารถตบท้ายตาราง อย่างหลานมะปราง ขึ้นมาเป็นปาร์ตี้ลิสต์ หมายเลขสุดท้าย ของพรรคความหวังใหม่ได้สำเร็จ
                สรุปว่าลุงจิ๋วต่อสู้เพื่อให้หลานมะปราง มีที่นั่งในสภางวดนี้ เหน็ดเหนื่อยกว่า การทำศึกเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 มกราคมเสียอีก ไม่เห็นใจลุงจิ๋วงวดนี้ จะไปเห็นใจกันตอนไหน
                นิทานเรื่อง กระจก 4 บาน ของท่านผู้เฒ่าก็จบลง ด้วยประการฉะนี้แล